วิธีการ ดูว่าตัวเองร้องเพลงเพราะหรือเปล่า

ประเมินตัวเอง
1.  ร้องแล้วอัดเสียงไว้. โพรงไซนัสของคุณคือตัวการว่าทำไมเสียงของเราที่คนอื่นได้ยินถึงช่างแตกต่างกันนักกับเสียงในหัวของเราเอง แปลว่าถ้าคุณอยากรู้ว่าคนอื่นได้ยินเสียงคุณเป็นยังไง ก็ต้องอัดเสียงมาเปิดฟัง[1] นี่แหละวิธีฟังว่าเสียงคุณเพราะไหมแบบง่ายๆ เร็วๆ และไม่ต้องอายใคร
  *ไม่ต้องถึงกับใช้ไมค์หรือเครื่องอัดเสียงแพงๆ ก็รู้ได้ว่าตัวเองร้องเพลงเพราะหรือเปล่า เพราะเดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนทั้งหลายก็มีไมโครโฟนกับฟังก์ชั่นอัดเสียงในตัวอยู่แล้ว หรือจะใช้วิธีดั้งเดิมอย่างการอัดเสียงลงเทป หรือโบราณไปกว่านั้นอย่างการโทรไปพูดใส่เครื่องตอบรับอัตโนมัติของชาวบ้านก็ได้
  *ถ้ากลัว ไม่อยากร้องเพลงต่อหน้าคนอื่น ก็ตัดปัญหาได้ด้วยวิธีนี้เลย เพราะเราอัดเสียงเองฟังเองไง ร้องไปเลยให้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวใครจะมาวิพากษ์วิจารณ์

2.  หา backing track มาประกอบ. อย่าหลงผิดคิดเอาการ audition ตามรายการประกวดต่างๆ อย่าง AF หรือ The Star ที่ร้องสดปากเปล่ามาเป็นตัวอย่าง (ร้องแบบไม่มีดนตรีประกอบน่ะ) เพราะไม่ใช่วิธีที่ดีในการทดสอบเสียงร้องของตัวเองเลย คุณควรหา backing track อย่างพวกคลิปคาราโอเกะตาม Youtube มาเป็นแนวทางว่าคุณร้องได้ตรงตามทำนอง ตามโน้ตหรือเปล่า
  *หรือจะหา MIDI ของเพลงป็อปหรือเพลงอมตะต่างๆ จากในเน็ตมาร้องก็ง่ายแถมฟรี ถึงจะไม่ใช่เพลงที่กำลังฮิตติดชาร์ต แต่อย่างน้อยก็มีอะไรให้ได้ร้องตามบ้าง ถ้าใครมีคีย์บอร์ดพวก Casio เขาก็จะมีพวกนี้แถมมาในเครื่องอยู่แล้ว หรือตามอัลบั้มและซิงเกิลต่างๆ บางทีก็มีเพลงเวอร์ชั่นที่มีแต่ดนตรีมาด้วยเหมือนกัน

3.  แอบร้องคนเดียว. พอเลือกเพลงเตรียมเครื่องอัดเสียงเรียบร้อยแล้ว ก็ให้หาที่ลับตาคนแล้วลองร้องเพลงดู แบบนี้จะได้ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีใครมาแอบฟังแล้ววิพากษ์วิจารณ์ เตรียมเปิดเพลงแล้วกดอัดเลย
  *ถ้ามีห้องใต้ดิน หรือโรงรถ ให้ดอดไปแอบใช้ ไม่ก็รอจนกว่าจะมีเวลาอยู่คนเดียว หรือจะแอบไปนั่งร้องแล้วอัดเสียงในรถก็ได้ไม่ว่ากัน
  *บอกก่อนว่าไม่ต้องให้เป๊ะเหมือนนักร้องอัดแผ่นเตรียมขาย นี่เราแค่จะลองทดสอบดูเท่านั้นว่าคุณร้องเพลงเป็นยังไง ผิดๆ ถูกๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก คุณภาพเสียงดีไม่ดีก็ช่างมันเถอะ

4.   ร้องให้เป็นธรรมชาติ. ร้องเก่งร้องดีไม่จำเป็นต้องแอดลิปลูกคอ 8 ชั้นเหมือนขุ่นแม่ Mariah Carey ถ้าทำไม่ได้เหมือนเขาก็ไม่เป็นไรไม่ต้องทำ ขอแบบเรียบๆ แต่ไม่เพี้ยนดีกว่า อย่าเพิ่งลงลูกเล่นเหาะเหินเดินอากาศอะไร แค่ร้องไปตามนั้น เอาที่เป็นธรรมชาติ ร้องแล้วสบายใจสบายคอ

5.   อัดเสร็จให้ลองฟัง. ถึงเวลายอมรับความจริง! พออัดเสียงเสร็จแล้วให้ทำใจก่อนกด play ฟังสิว่าคุณร้องไหลลื่นแค่ไหน เพี้ยนไหม ตรงจังหวะและตรงโน้ตหรือเปล่า
  *ฟังหลายๆ รอบ หลายๆ ที่ อย่างตอนแรกลองเปิดฟังผ่านลำโพงคอมห่วยๆ แล้วค่อยย้ายไปเปิดฟังอีกทีด้วยเครื่องเสียงในรถ สุดท้ายก็เสียบหูฟังในไอโฟนเป็นต้น บางทีเสียงที่เราฟังผ่านลำโพงเล็กๆ ถูกๆ แล้วออกมาห่วย อาจจะเป็นหนังคนละม้วนเลยก็ได้ถ้าฟังผ่านหูฟังแพงๆ ตั้งใจฟังซ้ำดูดีๆ

6.   ถ้าฟังแล้วรับไม่ค่อยได้ ให้ลองเปลี่ยนคีย์. แต่ละคนมีโทนและระดับเสียงแตกต่างกันไป เราร้องเพลงคีย์เดียวกันไม่ได้ทุกคนหรอก เหมือนกับที่ทำไมคณะนักร้องประสานเสียงถึงต้องมีนักร้องที่เสียงแตกต่างกันออกไป และในโลกนี้ก็มีเพลงเสียงสูงเสียงต่ำเต็มไปหมด ถ้าเสียงร้องที่อัดไว้ฟังดูไม่เข้าท่า อาจเป็นเพราะคุณเลือกเพลงที่ชอบ แต่ไม่ใช่เพลงที่เหมาะกับช่วงเสียงของคุณ
  *ดาวน์โหลดแอพเทียบเสียงแบบถูกๆ มาวิเคราะห์เสียงของคุณดู แล้วลองร้องด้วยเสียงธรรมดาที่ร้องง่ายสบายคอ เวลาร้องโดยไม่มีดนตรี คีย์ไหนที่คุณร้องแล้วสบายสุด? ให้เลือกคีย์นั้นเลย จำไว้ใช้ทีหลังด้วยล่ะ
  *จากนั้นให้ลองร้องเสียงต่ำและสูงที่สุดของคุณแล้วจดไว้ นับดูว่ามีกี่โน้ตระหว่างต่ำสุดไปสูงสุด แล้วคุณจะพอรู้ช่วงเสียงของคุณเอง จากนั้นจะได้เลือกเพลงที่เหมาะกับช่วงเสียงของคุณ

7.   ทดสอบดูว่าคุณหูเพี้ยนไหม. Tone deafness หรืออาการหูเพี้ยน ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับนัก (อยาก) ร้องทีเดียว มีนะคนที่ได้ยินเสียงผิดๆ ถูกๆ จนไม่สามารถร้องตามทำนองเพลงได้ ทั้งๆ ที่นั่นเป็นทักษะที่คุณต้องมีถึงจะร้องเพลงได้ นอกจากคุณจะทดสอบด้วยการอัดเสียงแล้วเอามาเปิดฟังแล้ว ให้ไป ทดสอบอาการหูเพี้ยนออนไลน์ ได้ฟรีและรู้ผลทันที